โทษของความแตกสามัตตี สามัคคีเภทคำฉันท์
ผู้แต่ง
นายชิต บุรทัต บุตรของนายชูและนางปริก เดิมนามสกุล "ชวางกูร" เป็นผู้มีความสามารถในการแต่งคำประพันธ์ร้อยกรอง โดยเฉพาะฉันท์ เป็นกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 6 ผลงานที่สำคัญคือ สามัคคีเภทคำฉันท์ (พ.ศ. 2457) นายชิต บุรทัตได้สร้างผลงานอันโดดเด่นเอาไว้มากมาย เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) และเมื่อ พ.ศ. 2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล "บุรทัต" เป็นนามสกุลพระราชทาน อันเป็นเกียรติแก่ตัวและตระกูล
ลักษณะคำประพันธ์
คำประพันธ์ที่ใช้แต่งสามัคคีเภทคำฉันท์นั้นใช้ฉันท์และกาพย์สลับกัน จึงเรียกว่า คำฉันท์ โดยมีฉันท์ถึง 20 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กมลฉันท์, กาพย์ฉบัง, จิตรปทาฉันท์, โตฏกฉันท์, ภุชงคประยาตฉันท์, มาณวกฉันท์, มาลินีฉันท์, วสันตดิลกฉันท์, วังสัฏฐฉันท์, วิชชุมมาลาฉันท์, สัททุลวิกกีฬิตฉันท์, สัทธราฉันท์, สาลินีฉันท์, สุรางคนางค์ฉันท์, อินทรวิเชียรฉันท์, อินทรวงศ์ฉันท์, อีทิสังฉันท์, อุปชาติฉันท์, อุปัฏฐิตาฉันท์ และอุเปนทรวิเชียรฉันท์
ที่มาของเรื่อง
ในสมัยรัชกาลที่6 เกิดเหตุการณ์ต่างๆ เช่น สงครามโลกครั้งที่1กบฏ ร.ศ.130 ทำให้เกิดความตื่นตัวทางความคิด มีความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการบ้านเมืองแตกต่างกันเป็นหลายฝ่าย ทำให้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ในภาวะดังกล่าวทำให้เกิดความนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งสามัคคีเภทคำฉันท์ของ ชิต บุรทัต ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สอดคล้องกับสถานการณ์ของบ้านเมืองในขณะนั้น
จุดประสงค์ในการแต่ง
เรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ชี้ความสำคัญของการรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อป้องกันรักษาบ้านเมือง สอนให้เห็นโทษของการแตกความสามัคคี ที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีผลถึงสังคมส่วนรวมด้วย นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นความสำคัญของการใช้สติปัญญาให้เกิดผลโดยไม่ต้องใช้กำลัง
- กวีได้แสดงวัตถุประสงค์ในการแต่งไว้ว่า :
ไว้ปากไว้วากย์วาที ไว้วงศ์กวี
ไว้เกียรติและไว้นามกร
ไว้เฉลิมเสริมศรีพระนคร คือพิทยาภรณ์
พิเศษประดับสรรพงาม
เนื้อเรื่องย่อ
สามัคคีเภทคำฉันท์ดำเนินเรื่องโดยอิงประวัติศาสตร์ครั้งพุทธกาล ว่าด้วยการใช้เล่ห์อุบายทำลายความสามัคคีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี กรุงเวสาลี แห่งแคว้นวัชชี เนื้อความนี้มีปรากฏในมหาปรินิพพานสูตร แห่งพระไตรปิฎก และอรรถกถาสุมังคลวิสาสินี โดยเล่าถึงกษัตริย์ในสมัยโบราณ ทรงพระนามว่า พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งแคว้นมคธ ทรงมีอำมาตย์คนสนิทชื่อ วัสสการพราหมณ์ ทรงมีดำริจะปราบแคว้นวัชชี ซึ่งมีกษัตริย์ลิจฉวีครอบครอง แต่แคว้นวัชชีมีความเป็นปึกแผ่นและปกครองกันด้วยความสามัคคี
พระเจ้าอชาตศัตรูปรึกษากับวัสสการพราหมณ์เพื่อหาอุบายทำลายความสามัคคีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี โดยให้เฆี่ยนตีวัสสการพราหมณ์และเนรเทศออกจากแคว้นมคธ วัสสการพราหมณ์เดินทางไปยังเมืองเวสาลี แล้วทำอุบายจนได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ลิจฉวี และในที่สุดได้เป็นครูสอนศิลปวิทยาแก่ราชกุมารทั้งหลาย ครั้นได้โอกาส ก็ทำอุบายให้ราชกุมารทั้งหลายแตกร้าวกัน จนเกิดการวิวาท และเป็นเหตุให้ความสามัคคีในหมู่กษัตริย์ลิจฉวีถูกทำลายลง เมื่อนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงได้กรีธาทัพสู่เมืองเวสาลี สามารถปราบแคว้นวัชชีลงได้อย่างง่ายดาย
วัสสการพราหมณ์เริ่มทําอุบายทําลายสามัคคี[โดยเริ่มจากบุตรของกษัตริย์]
ทิชงค์ชาติฉลาดยล กษัตริย์ลิจฉวีวาร
เหมาะแก่การจะเสกสรร มล้างเหตุพิเฉทสาย
ณวันหนึ่งลุถึงกา กุมารลิจฉวีวร
ตระบัดวัสสการมา สถานราชเรียนพลัน
ธแกล้งเชิญกุมารฉัน สนิทหนึ่งพระองค์ไป
ลุห้องกับรโหฐาน ก็ถามการณ์ณทันใด
มีลี้ลับอะไรใน กถาเช่นธปุจฉา
จะถูกผิดกระไรอยู่ มนุษย์ผู้กระทำนา
และคู่โคก็จูงม ประเทียบไถมิใช่หรือ
.......................................มีอีกลองหาอ่านดูบ้างนะครับ |